JustMakeWeb.com รับทำเว็บไซต์ รับทำเว็บโรงแรม รับทำเว็บขายของ รับทำเว็บบริษัท เว็บสำเร็จรูป รับทำเว็บร้านค้า ออกแบบเว็บไซต์ ใช้งานได้ง่าย รองรับ SEO โปรโมท GOOGLE ให้ติดอันดับได้อย่างรวดเร็ว , ลงโฆษณาฟรี VPS ราคาถูก
รับทำเว็บไซต์
0

พื้นฐานการขับเบื้องต้นและการขับระดับเชิงป้องกัน:

บทความเกี่ยวกับการขับรถ มี 2 ส่วน พื้นฐานการขับเบื้องต้นและการขับเชิงป้องกัน (สรุปเรียบเรียงบางตอนจากหนังสือเขียนโดยอาจารย์สมพงษ์ ใจซื่อ, หลักสูตรการขับรถของต่างประเทศและบทความที่คุณวาสุ (วณัฐสุข) เคยเขียนในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หนังสือรถบรรทุก Bus & Truck, หนังสือพิมพ์ Bizweek บทสัมภาษณ์ และอื่น ๆ)

A.พื้นฐานการขับเบื้องต้น

 
1. สิ่งจำเป็นอันดับแรกที่ผู้ขับขี่ต้องมี: การปฏิบัติตามกฎหมายในที่นี้คือต้องมีใบขับขี่ ไม่มีใบขับขี่ไม่ควรขับในถนนจริง ข้อนี้เป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อผู้อื่น และจิตสำนึกต่อความปลอดภัยด้วย เมื่อมีใบขับขี่ก็ต้องพกติดตัวทุกครั้งที่ขับรถ

*** การบำรุงดูแลรถ: น้ำมันเครื่อง น้ำหล่อเย็น น้ำมันเบรก ระดับลมยาง ระบบไฟ สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้อาจจะดูและรายสัปดาห์ รายเดือน บางอย่างก็ตามระยะที่ศูนย์บริการกำหนดในคู่มือ การอ่านคู่มือและปฏิบัติตามคู่มือคือวิธีที่ช่วยให้เรารู้ว่าต้องทำปรนนิบัติบำรุงรักษารถอย่างไรบ้าง ***

*** น้ำหล่อเย็น: ควรผสมเติมน้ำยาที่มีสี ๆ จะช่วยให้เราเห็นรอยซึมรั่วเมื่อน้ำในหม้อพักน้ำพร่อง ***

*** ผ้าเบรก: วิธีปฏิบัติที่เหมาะอย่างมากคือเปลี่ยนเมื่อผ้าเบรกเหลือความหนาประมาณ 50% ไม่ควรรอให้ผ้าเบรกหมดสีกับจาน การเปลี่ยนที่ความหนาเหลือ 50% ไม่ต้องเจียจานเบรก ***

*** ใบปัดน้ำฝน: เปลี่ยนประมาณปีละครั้ง ปัจจุบันราคาไม่แพง มีขายทั่วไป ***

*** เปลี่ยนยาง: ใช้ยางตามระยะหรือคู่มือกำหนด การถ่วงล้อร้านยางต้องทำอยู่แล้ว ส่วนการตั้งศูนย์ถ้าศูนย์ของรถยังดีก็ไม่จำเป็นต้องตั้ง ของอะไรที่ไม่เสียและดีอยู่แล้วก็ปล่อยไว้ การตั้งศูนย์ควรตั้งเมื่อศูนย์ผิดปกติ

*** ระดับลมยาง: เติมตามคู่มือ ***

*** อื่น ๆ อ่านจากคู่มือประจำรถ ***


2. ความรู้จากการสอบใบขับขี่: เคยถามหลายคนว่าจำข้อสอบข้อแรกและข้อสุดท้ายได้หรือไม่เมื่อครั้งที่สอบใบขับขี่ ส่วนมากจำไม่ได้ ใครจำได้ทั้่งหมดและนำมาปฏิบัติควบคู่กับการขับรถทุกครั้งย่อมมีโอกาสปลอดภัย การเชื่อกฎจราจร การปฏิบัติตามป้ายเตือนป้ายห้ามต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยให้ปลอดภัยอย่างมากหรือ 90% ป้ายเตือน ป้ายห้าม ป้ายบอก มีชื่อเรียกทางภาษาวิชาการว่า Driver guides ทำหน้าที่นำพาผู้ขับขี่สู่ความปลอดภัย หรือบางตำราเรียกว่า Road Self Explaining ถนนบอกลักษณะของถนน (แปลแบบบ้าน ๆ) เช่น ทางโค้ง ทางลาดชัน ทางลงเขา ทางแคบ ทางร่วมทางแยก เป็นต้น 

3.ความเร็วหลากหลาย ความจริงของการขับรถในบ้านเรา: มีวิธีการประเมินแบบง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ขับต่างจังหวัดด้วยความเร็วตามกฎกำหนดหรือประมาณ 90 และทาง Motorway ความเร็ว 120 สังเกตุว่ามีรถคันอื่นแซงรถเราหรือไม่ ถ้าทุกคันแซงเราหมด (ขณะที่เราปฏิบัติตามกฎ) แสดงว่า ป้ายจำกัดความเร็วหรือกฎไม่มีความสำคัญเลย แปลความได้ว่าเราต้องขับด้วยความระมัดระวัง ในกรณีที่รูปแบบการขับบนท้องถนนมีความหลากหลาย (ความเร็วแตกต่างกัน) ยิ่งถ้ามีรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าป้ายกำหนดก็ยิ่งต้องระมัดระวังอย่างมาก ๆ วิธีการระมัดระวังคือการรู้รอบด้านรู้สถานการณ์แทบจะทุก ๆ วินาที "ถ้ารถทุกคันใช้ความเร็วได้ตามป้ายกำหนด เช่น รถพ่วง 60 กม.ต่อชั่วโมง รถโดยสาร 80 รถนั่งส่วนบุคคล 120 กม.ต่อชั่วโมง (ยกตัวอย่างทาง Motorway) รถจะวิ่งตามช่องทางเดินรถของประเภท รถพ่วงวิ่งซ้ายสุด รถโดยสารวิ่งช่องทางที่สอง รถนั่งส่วนบุคคลวิ่งช่องทางที่สาม ถ้าใช้ความเร็วได้ตามนี้รถจะไม่กระจุกเป็นกลุ่มการจราจรก็เคลื่อนไหลได้ปกติ โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็มีน้อย" ... แต่บ้านเรามีหลากหลายความเร็ว เมื่อเรารู้เราก็ระมัดระวังและเลือกปฏิบัติเฉพาะในรูปแบบที่ตนเองปลอดภัยรวมทั้งผู้อื่นด้วย

4. เดินรอบรถก่อนขับรถ: ใช้เวลาประมาณนาทีเดียวเดินวนจากซ้ายไปขวาหรือจากขวาไปซ้ายก็ได้ เอาวิธีที่สะดวก การเดินรอบรอบรถช่วยให้เราได้เห็นว่าสภาพยางว่า มีระดับลมลดลงหรือไม่ ยางอะไหล่ยังอยู่หรือเปล่า เห็นสภาพโคมไฟต่าง ๆ เป็นต้น การเห็นจะช่วยลดความกังวลใจหรือแก้ไข เช่น ลมยางน้อยก็เติม ลมยางปกติก็สบายใจ

5. ติดเครื่องยนต์: มีเทคนิคที่ดีอยากจะบอกคือเมื่อขึ้นนั่งในรถสิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือ "การคาดเข็มขัดนิรภัย" ก่อนจะติดเครื่องยนต์ก็สำรวจดูตำแหน่งเกียร์และเบรกมือ อาจจะกล่าวได้ว่าช่วงขณะกำลังจะติดเครื่องยนต์สติ สมาธิ ความจดจ่อ ต้องมุ่งที่การตรวจความพร้อม


คำเตือน *** ไม่ควรติดเครื่องยนต์โดยไม่ได้นั่งในรถ (ยืนนอกรถบิดกุญแจติดเครื่องยนต์) บางครั้งรถเกียร์ธรรมดา อาจจะจอดรถโดยคาเกียร์ไว้ *** 

6. การเคลื่อนรถ: "ต้องมีคำตอบให้ตนเองว่าจะถอยหลังหรือเดินหน้า" สติ สมาธิ ความจดจ่อ ก็ยิ่งสำคัญ โดยเฉพาะรถที่จอดอยู่บนอาคารจอดรถสูง ๆ รถที่จอดริมคลอง ริมสระน้ำ

7. ทดสอบเบรกเท้า: ทดสอบเบรกทุกครั้งไม่ว่าจะขับระยะทางใกล้หรือไกล การทดสอบเบรกทำได้ 2 วิธี ๆ แรกทดสอบขณะรถยังไม่เคลื่อนที่ วิธีที่สองทดสอบเมื่อเคลื่อนรถได้ประมาณหนึ่งเมตร "การทดสอบทำให้เรารู้สถานะของเบรกในแต่ละช่วงเวลา"


*** ขั้นตอนการออกรถ เช่น รถจอดอยู่ข้างทาง มีขั้นตอนที่นิยม 1.เข้าเกียร์ 2.เร่งเพิ่มรอบเครื่องประมาณ 100 รอบ 3.ให้สัญญาณ 4.มองกระจกและสำรวจจุดบอด 5.เมื่อเห็นว่าปลอดภัยให้ปลดเบรกมือ เร่งเพิ่มรอบเครื่องแล้วเคลื่อนรถออกสู่ถนน ***

8. จุดบอดด้านขวา: ไม่มีกระจกรถใดสามารถครอบคลุมจุดบอดได้ 100% วิธีที่นิยมคือหันชำเลืองมองข้ามหัวไหล่ขวา

9. การบังคับควบคุมรถขณะแล่นรถในถนนจริง: เร่งรอบเครื่องให้เหมาะสมปรับขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่ต้องรีบ เมื่อปรับความเร็วได้ตามต้องการแล้วมือทั้งสองข้างต้องจับพวงมาลัย โดยมือซ้ายจับที่ตำแหน่งระหว่าง 8 - 10 นาฬิกา มือขวาจับที่ตำแหน่ง 14 - 16 นาฬิกา จะปล่อยมือเมื่อเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น

10. กระจกด้านข้างซ้าย-ขวามีไว้ทำไม: รถยนต์ยี่ห้อหนึ่งมีคำแนะนำว่า ระยะที่เห็นในกระจกด้านข้างอาจมีความคลาดเคลื่อน หมายความว่าไม่ควรใช้กะระยะ แต่ควรใช้เพียงสำรวจสภาพการจราจรด้านหลังรัศมีกว้าง ๆ ไกล ๆ เช่น มีรถแล่นตามหลังมาหรือไม่

11. กระจกกลางมีไว้ทำไม: กระจกบานนี้มีความสำคัญอย่างมาก ๆ ระยะที่เห็นในกระจกจะใกล้เคียงกับระยะที่เห็นด้วยตา เช่น ระยะถอยหลัง ระยะสลับเข้าช่องทางเดิมหลังแซงรถคันอื่น ก็ใช้เกณฑ์ที่เห็นในกระจกบานกลางนี้แหละ แซงผ่านพ้นแล้วมองเห็นหน้ารถของคันที่แซงในกระจกบานกลางนั่นหมายความว่า "ไม่อยู่ในระยะปาดหน้า"

12. ห้ามล้อรถเกียร์ธรรมดา (ระบบเบรกธรรมดา): ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ขอเพียงการเริ่มต้นและฝึกฝนให้เกิดความเคยชินก็จะสามารถรู้วิธีห้ามล้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเน้นการปฏิบัติตามขั้นตอน กล่าวคือ "ต้องเหยียบเบรกก่อน กระทั่งเครื่องเกือบจะดับจึงเหยียบคลัชท์เพื่อเปลี่ยนเกียร์หรือหยุดรถ" วิธีง่าย ๆ ที่ถูกต้องตามขั้นตอนการห้ามล้อ "ปฏิบัติถูกวิธีรถหยุด ปฏิบัติผิดวิธีรถไม่หยุด"

13. ห้ามล้อระบบ ABS: มีความละเอียดอ่อนพอสมควรเกี่ยวกับประโยชน์ของระบบ ABS ใช้เป็นก็เกิดประโยชน์มหาศาล ข้อดีของระบบนี้คือรถจะไม่เซไปด้านใดด้านหนึ่งในขณะเหยียบเบรกเพราะล้อบางล้อบางข้างไม่ Lock รถไม่ปัดออกด้านใดด้านหนึ่ง ประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุดของระบบ ABS คือกดเหยียบเบรกเต็มที่ไม่ยกเท้าก็สามารถบังคับรถได้ เช่น หลบด้านซ้าย หลบด้านขวา มีประโยชน์เพียงแค่นี้ เมื่อหลบได้ก็ไม่ชนหรือผ่อนหนักเป็นเบา "การใช้เบรก ABS ให้เกิดประโยชน์ต้องรู้วิธีใช้และรู้หลักการขับรถเชิงป้องกันอุบัติเหตุ (จะกล่าวในหมวดการขับเชิงป้องกัน)


**** ความสัมพันธ์: ประสิทธิภาพการหลบด้านซ้ายหรือด้านขวาเกี่ยวข้องกับการจับพวงมาลัย จับพวงมาลัยถูกวิธีประสิทธิภาพการบังคับควบคุมจะทำได้ดี ****

14. ขับทางโค้งไม่ลาดชัน: ไม่มีผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง โค้งซ้ายขวาธรรมดา หน้าที่ของผู้ขับก็เพียงใช้ความเร็วให้สอดคล้องกับลักษณะโค้ง ควบคุมให้รถอยู่กึ่งกลางโค้ง ไม่จำเป็นต้องตัดโค้ง มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัย ใช้ความเร็วตามป้ายหรือต่ำกว่า

15. ขับลงทางลาดชันระยะทางยาว: มีแรงโน้มถ่วงเกี่ยวข้อง ใช้เกียร์ต่ำตามป้ายกำหนดหรือต่ำกว่า ควบคุมความเร็วด้วยเกียร์ต่ำ ขับใจเย็น ๆ เกียร์แข็งแรงมาก ๆ ไม่ต้องกลัวเกียร์พัง เกียร์แข็งแรงมาก ๆ ความแข็งแรงของเกียร์สามารถเคลื่อนรถที่บรรทุกสินค้าจอดนิ่งอยู่กับที่ให้เคลื่อนที่ไปได้ ใช้เกียร์ต่ำตามป้ายเตือนบอก

16. ขับขึ้นทางชันระยะทางยาว: ใช้วิธีเดียวกับข้อ 15 ขึ้นด้วยเกียร์ต่ำ ค่อย ๆ ประคองรถ ต้องอดทน ใจเย็น ให้เกียร์ทำหน้าที่นำพารถขึ้นพ้นทางชัน ถ้าขับขึ้นทางชันไม่พ้นให้พิจารณา 2 ปัจจัย เกิดจากคนขับหรือเกิดจากกำลังรถ ถ้ารถกำลังแรงม้าเท่ากันขึ้นผ่านพ้นไปได้ แสดงว่าปัญหาอยู่ที่คนขับ ก็พยายามหาวิธี หาความรู้ ทำความเข้าใจ ก็จะสามารถขับขึ้นทางชันได้

17. การเตรียมความพร้อมแต่ละสภาพถนน: ทางโค้งหักศอก ทางลาดชัน ทางคดเคี้ยว สภาพทางไม่ปกติ วิธีที่ง่ายที่สุดคือปรับลดความเร็ว "ก่อนจะถึง" เช่น ลดความเร็ว ปรับเปลี่ยนลดเกียร์ให้เหมาะสม ขณะรถอยู่ในโค้งหรือทางคดเคี้ยวมือทั้งสองข้างอยู่ที่พวงมาลัย ขาขวาอยู่ที่คันเร่งปรับประคองระดับความเร็ว ขาซ้ายวางไว้อยู่เฉย ๆ 

18. ขับผ่านทางรถไฟ: 1.หยุดแล้วปรับลดเกียร์ที่ตำแหน่งเกียร์ 1 (กรณีรถเกียร์ธรรมดา) 2.มองขวา มองซ้าย มองขวาแล้วข้ามเมื่อเห็นว่าปลอดภัยไม่มีรถไฟมา "ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ขณะกำลังข้าม (อาจเกิดความผิดพลาดเครื่องยนต์ดับคารางและมีรถไฟมา - ทางลักผ่านที่ไม่มีไม้กั้น"

19. เบรกมือ เบรกเท้า: เบรกมือใช้สำหรับป้องกันรถเคลื่อนถอยหลังหรือเคลื่อนไปข้างหน้าทุกกรณี เบรกเท้าใช้หยุดรถขณะรถแล่นสัญจรอยู่บนถนน ใช้เพื่อหยุดรถทุกกรณี

20. คลัชท์: มีไว้สำหรับการเปลี่ยนเกียร์ (รถเกียร์ธรรมดา) เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์แล้วไม่ควรวางเท้าซ้ายบนแป้นคลัชท์ ควรวางกับพื้น

21. การให้สัญญาณเลี้ยวซ้าย: เริ่มใหัสัญญาณไม่น้อยกว่า 30 เมตรก่อนถึงทางเลี้ยวและหากมีรถแล่นตามหลังมาต้องให้สัญญาณระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร และขณะเลี้ยวต้องหันชำเลืองมองกระจกซ้ายเผื่อมีรถจักรยานยนต์แทรกด้านซ้าย

22. เทคนิคการเลี้ยวซ้าย: การวาดวงเลี้ยวหรือตีวงมีความจำเป็น การกะลักษณะของทาง ถ้าพบว่าทางแคบเดินรถสวนทาง วาดวงให้กว้างเพื่อให้เลี้ยวพ้นและด้านซ้ายไม่เบียดกับสิ่งข้างทาง (ในประเทศญี่ปุ่นถนนแคบ เขาตีเส้นกำหนดจุดจอดของรถที่รอเลี้ยวไว้ห่างมาก การตีวงเลี้ยวทำได้สะดวกและรถไม่ติด)


**** admin จะนำบทความมาสรุปให้อีก พื้นฐานการขับเบื้องต้นยังมีอีกมาก และยังมีการขับขี่เชิงป้องกันอีกมากเช่นกัน จะพยายามทะยอยนำมาเขียนไว้ให้อ่่าน แต่เนื่องจากช่วงนี้ admin ติดภาระกิจค่อนข้างมาก จะช้านิดหนึ่ง แต่สัญญาว่าจะนำมาเผยแพร่ต่อแน่นอนค่ะ ****

23.

24.

25.

26.

27.

28.

29.

30.

31.

B. การขับเชิงป้องกัน (Defensive driving):





 

หลักสูตร Defensive Driving ระดับ Advanced ขับในถนนจริง 
 
หลักสูตร Advanced ขับในถนนจริงทุกคนครับ



หลักสูตร Defensive Driving ระดับ Advanced พิเศษ ลูกค้าจัด 3 ปีต่อเนือง...ขับในถนนจริง 
อบรมโดยวิทยากรเคยผ่าน Qualified Trainers จากสถาบัน Smith System, Texas, USA. 3 คน



หลักสูตร Train The Trainer 5 วัน (40 ชั่วโมง)


หลักสูตร Defensive Driving ระดับ Advanced ลูกค้าจัด 3 ปีต่อเนื่อง ขับในถนนจริง


หลักสูตรการขับขี่เชิงป้องกันภาคทฤษฎี ลูกค้าจัด 3 ปีต่อเนื่อง 

 
 

 
 

 
 

 




 
กรุณาเข้า สู่ระบบ ก่อนทำการเขียนข้อความ